ปลูกมะเขือเทศราชินีด้วยระบบน้ำหยด

     หากเปรียบเทียบกับการปลูกมะเขือเทศทั่วไปที่ยังปลูกแบบให้น้ำตามร่องจะเปลืองกว่าการให้แบบน้ำหยด 3 เท่า หากเป็นการรดนำ้แบบใช้สปริงเกอร์จะเปลืองน้ำมากกว่าการใช้ระบบนำ้หยด 1 เท่า

         คุณประยงค์ วงษ์สกุล

              มะเขือเทศราชินี มีขนาดผลเล็ก มีสีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีสารเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีสูง ซึ่งเป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำให้ร่างกายเกิดอาหารอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อเซลล์ร้าย ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ตัวเบต้าแคโรทีนที่มีอยู่มากในมะเขือเทศจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

เกษตรกรยุคใหม่ รับมือการเปลี่ยนแปลงระบบเกษตรด้วยเทคโนโลยี

             แต่เดิมเกษตรกรในตำบลดอนตูมจะมีอาชีพหลักคือเกษตรกรรม ทำนา ปลูกผักกินใบ ผักกินผล เนื่องจากมีแม่น้ำสายหลักที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ คือ แม่น้ำท่าจีน ที่หล่อเลี้ยงเกษตรกรมาโดยตลอด และเกษตรกรที่นี่ก็ยังโชคดีที่อยู่ในระบบโครงข่ายของชลประทาน ทำให้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูกอย่างเพียงพอ “เมื่อก่อนเกษตรกรในละแวกนี้ก็ปลูกผักแบบใช้สารเคมีกันมาโดยตลอด จนกระทั่งได้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกมาปลูกผักปลอดสารพิษ ในช่วงแรกได้มีการรวมกลุ่มปลูกกระเจี๊ยบเขียว แต่ก็ประสบปัญหาราคาตกต่ำ ขาดทุนกันไป หลายสวนถึงกับต้องเลิกปลูกกันไปเลย ในช่วงนั้นเองทางกลุ่มได้เดินทางไปดูงานการปลูกพืชเมืองหนาวที่จังหวัดเชียงใหม่และสนใจ การปลูกมะเขือเทศราชินี จึงได้นำมาทด ลองปลูก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะเป็นสายพันธุ์ ที่ไม่เหมาะสำหรับปลูกในภาคกลาง จึงได้เข้าไปขอคำแนะนำและส่งเสริมด้านเมล็ดพันธุ์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ได้พัฒนาสายพันธ์มะเขือเทศที่สามารถปลูกในพื้นที่แถบนี้ได้ คือ สายพันธุ์ เชอรี่154 ซึ่งจะต้านทานโรคมากขึ้น สามารถทนทานต่ออากาศที่ร้อนอย่างภาคกลางได้ ติดดอกออกผลนอกฤดูกาลได้ดี และเป็นสายพันธุ์ที่วิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูมในจังหวัดนครปฐม และจังหวัดในเครือข่ายปลูกกันมากกว่า 94%” คุณประยงค์กล่าว

ใช้เทคโนโลยีนำ ปลูกพืช ราคาสูงในระบบน้ำหยด

            แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ แต่ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนมาก มะเขือเทศ ก็เจริญเติบโตช้าหรือชะงักการเจริญเติบโตติดดอกออกผลก็ไม่ได้ผลผลิต จากที่ผลผลิตเคยได้ 4,000 กิโลกรัมต่อไร่ พอเจอสภาพอากาศที่เลวร้ายแบบนี้เข้าไป ทำให้ผลผลิตลดลงมากว่าครึ่ง คุณประยงค์จึงได้คิดที่จะหาเทคโนโลยีหรือวิธีการที่จะมาช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และที่สำคัญต้องใช้น้ำน้อยด้วย

สาเหตุที่ทำให้การปลูกมะเขือเทศใช้น้ำมากนั้น คือ การใช้น้ำเพื่อลดความร้อนของสภาพอากาศ ยิ่งร้อนมาก ร้อนนานก็ยิ่งต้องเพิ่มปริมาณและความถี่การให้น้ำ การปลูกมะเขือเทศจะปลูกเป็นร่องสวน ซึ่งเป็นการให้น้ำพืชที่สิ้นเปลืองมาก หรือจะเป็นการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ก็ยังเป็นวิธีที่ให้น้ำพืชเยอะอยู่ คุณประยงค์จึงไปศึกษาเรื่องการให้น้ำมะเขือเทศแบบน้ำหยด

ระบบน้ำหยดใช้น้ำต่อพื้นที่ลดลงเกินครึ่ง

              การให้น้ำมะเขือเทศแบบน้ำหยด พื้นที่ 1 ไร่มีหลุมมะเขือเทศ 3,200-3,600 หลุม ปลูกหลุมละ 2 ต้น และแต่ละหลุมหากเป็นในช่วงหน้าร้อน จะให้น้ำ 2 ลิตรต่อวัน ช่วงเช้าและเย็น แต่หากเป็นช่วงหน้าฝนจะให้น้ำ 1 ลิตร วันละครั้ง หรืออาจให้น้ำวันเว้นวัน ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการปลูกมะเขือเทศทั่วไปที่ยังปลูกแบบให้น้ำตามร่องจะเปลืองกว่าการให้แบบน้ำหยด 3 เท่า หากเป็นการรดน้ำแบบใช้สปริงเกอร์จะเปลืองน้ำมากกว่าการใช้ระบบน้ำหยด 1 เท่า ไม่ว่าจะเป็นตักน้ำรด หรือใช้เรือลด วิธีการปลูกมะเขือเทศแบบน้ำหยดนี้สามารถประหยัดน้ำได้และปริมาณน้ำที่ให้นั้นก็เพียงพอต่อความต้องการของพืชแล้ว

วัสดุเพาะอุ้มน้ำได้ดี ช่วยลดการให้น้ำได้น้อยลง

การปลูกมะเขือเทศราชินีในวัสดุเพาะเป็นการลดเงื่อนไขของการปลูกพืช ที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถจัดการสวนมะเขือเทศของตัวเองด้วยเทคโนโลยีการปลูกที่ไม่ซับซ้อน แต่ได้ผลตอบแทนเป็นที่น่าพอใจ เกษตรกรทราบกันดีว่าดินที่ดีคือต้องมีอินทรียวัตถุมีธาตุอาหารที่เหมาะสมสำหรับพืชที่ปลูกอย่างเพียงพอ ที่สวนของคุณประยงค์จะปลูกมะเขือเทศในวัสดุเพาะ ที่ประกอบไปด้วย ทราย 2 ส่วน แกลบดำ 2 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ขุยมะพร้าว 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน จากนั้นรดน้ำให้ความชื้นเปียกค่อนข้างมาก และป้องกันโรคด้วยไตโคเดอร์มา จากนั้นบรรจุวัสดุปลูกลงในถุงดำ ขาด 8×16 นิ้ว หรือ 7×15 นิ้ว แล้วจึงหยอดเมล็ดลงไปเพาะถุงละ 2 เมล็ด ก่อนหยอดเมล็ดรองก้นหลุมด้วยพีชมอสเพื่อป้องกันไม่ให้เมล็ดสัมผัสกับวัสดุปลูกโดยตรง
วัสดุปลูกที่อุ้มน้ำและสามารถรักษาความชื้นได้ดี มีส่วนช่วยอย่างมากในการลดปริมาณน้ำที่ให้แก่ต้นมะเขือเทศ ซึ่งปกติเกษตรกรจะรดน้ำวันละ 2 ครั้ง ก็สามารถลดเหลือวันละครั้งและให้น้ำในปริมาณที่น้อยลงอีกด้วย

ปลูกใน Green House ลดความเสี่ยงการปลูกมากกว่าครึ่ง แต่ได้ผลผลิตมากกว่าเกินครึ่งจากการปลูกแบบเดิม

ปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนมีข้อดีที่ช่วยให้ใช้น้ำน้อยลง คือ ช่วยลดอุณหภูมิ ลดการสูญเสียน้ำได้ จะไมมีลมพัดพาความชื้นออกจากวัสดุปลูกเหมือนกับการปลูกกลางแจ้ง ลดผล กระทบจากการเปลี่ยนของของสภาพอากาศจากร้อนเป็นฝนภายในวันเดียว หากเป็นในช่วงใกล้เก็บเกี่ยวผลผลิตจะเสียหายทั้งหมดได้ การลงทุนสร้างโรงเรือนของคุณประยงค์สามารถช่วยลดความเสี่ยงด้านต่างๆ ในการปลูกมะเขือเทศราชินีไปได้มากกว่าครึ่ง

ค่าใช้จ่ายในการสร้างโรงเรือนและระบบน้ำ พื้นที่ 15 ตารางวา กว้าง 5 เมตร ยาว 12 เมตร ปลูกได้ 150 ถุง ถุงละ 2 ต้น หากออกผลผลิตได้ตรงตามสายพันธุ์ คือ ไร่ละ 4,000 กิโลกรัม พื้นที่ 15 ตารางวา จะให้ผลผลิตเฉลี่ยตารางวาละ 10 กิโลกรัม เท่ากับ 150 กิโลกรัม ต่อรอบการเก็บ และจะเก็บสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องไปถึง 5 เดือน ราคาผลสดทางกลุ่มมีการประกันราคาไว้ที่ กิโลกรัมละ 30 บาท หากเป็นหน้าร้อนราคาจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 50-60 บาท ค่าก่อสร้างโรงเรือนและระบบน้ำมีค่าใช้จ่ายตารางวาละ 800 บาท คิดเป็นเงิน 12,000 บาท ที่ใช้งานได้นาน 5-10 ปี สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีคุณประยงค์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า “สาเหตุที่สำคัญที่เกษตรกรปลูกพืชไม่ประสบความสำเร็จ คือ มักปลูกพืชตามกระแส ลองปรับมาปลูกตามเทคนิคสมัยใหม่ดู เรียนรู้เทคโนโลยี เราก็จะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ในทุกๆ ด้าน”

การแปรรูปมะเขือเทศเชื่อมอบแห้งผลผลิตมะเขือเทศราชินีสดๆ จากไร่ของสมาชิกกลุ่มจะถูกส่งมารวมกันที่จุดรวบรวมผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม เพื่อคัดแยกเป็นผลผลิตสำหรับจำหน่ายเป็นผลสด ส่วนผลผลิตที่ไม่ได้ขนาดหรือมีตำหนิจะถูกนำไปแปรรูปเป็นมะเขือเทศเชื่อมอบแห้ง
เมื่อได้ผลผลิตมะเขือเทศมาแล้วก็จะต้องนำมาล้างทำความสะอาด ตัดแต่งและกรีดผล จากนั้นนำไปแช่ในน้ำปูนใสที่ตกตะกอนแล้ว นาน 1-3 ชั่วโมง จากนั้นนำมะเขือเทศมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีกที ต่อไปเป็นส่วนของขั้นตอนในการเตรียมทำน้ำเชื่อม โดยจะต้มน้ำกับน้ำตาล อัตรา 1:1 ที่ความร้อนมากกว่า 100 องศาเซลเซียส และนำมะเขือเทศไปแช่ในน้ำเชื่อม ในอัตรามะเขือเทศ 3 ส่วน น้ำเชื่อม 1 ส่วน เป็นเวลา 3-5 วัน

กดแชร์ได้เลยค่ะ 🙂Share on Facebook
Facebook
1Tweet about this on Twitter
Twitter
Pin on Pinterest
Pinterest
0Print this page
Print
Email this to someone
email