นวัตกรรมปลูกผักในโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง

            การปลูกผักในโรงเรือนนั้นมีต้นทุนค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโครงสร้างของโรงเรือน วัสดุคลุมหลังคา เช่น พลาสติก หากทำให้โรงเรือนมีต้นทุนที่ถูกลง ก็จะช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงการทำเกษตรในโรงเรือนได้ง่ายขึ้น ดังตัวอย่างของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ต.โนนกลาง อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี หนึ่งในเครือข่ายหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ละเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งทางฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงสำหรับคลุม โรงเรือนเพาะปลูก เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตทางการเกษตรเสียหายจากปัญหาโรคใบเน่า ใบผักบอบช้ำ ผลผลิตโตไม่เต็มที่ในฤดูร้อน และปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอในช่วงฤดูฝน

          ผลจากการทดสอบแสดงให้เห็นว่า โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงสามารถแก้ปัญหาการปลูกผักเมืองหนาวในฤดูฝนได้ดี ผลผลิตมีสีสวย เป็นที่ต้องการของตลาด ทําให้เกษตรกรมีความมั่นใจและขยายการลงทุนสำหรับสร้างโรงเรือนมากขึ้น ที่บ้าน หนองมัง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการปลูกผักและปลูกข้าวแบบอินทรีย์เพื่อจำหน่าย โดยมีนายปิยะทัศน์ ทัศนิยม เป็นประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ได้รับการสนับสนุนพลาสติกสำหรับคลุมโรงเรือน ซึ่งเป็นพลาสติกคัดเลือกแสง จาก สวทช. และเป็นผลงานวิจัยจากหน่วยโพลิเมอร์ ของ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร และมูลนิธิโครงการหลวง พลาสติกคัดเลือกแสงนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่แตกต่างจากพลาสติกคลุมโรงเรือนโดยทั่วไป โดยทางกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง ต้องออกค่าใช้จ่ายในเรื่องของการสร้างโครงสร้างโรงเรือนเอง ซึ่งวัสดุหลักที่ใช้เป็นเหล็ก ถือเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาการควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้สามารถปลูกผักได้ในทุกฤดูกาล ช่วยให้เกษตรกรสามารถทำกิจกรรมทางการเกษตรและปลูกผักได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

โรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสง

           โรงเรือนคัดเลือกแสง ทำให้เกษตรกรปลูกพืชผักได้ตลอดทั้งปี ลดการสูญเสียความชื้นผิวดินเวลากลางวันที่อากาศร้อนจัด ป้องกันความเสียหายของพืชผักจากแรงปะทะของเม็ดฝน ลดความร้อนและความเข้มของแสงในเวลากลางวันที่ทำให้โรช้าหรือตาย

คุณสมบัติพลาสติกเรืองแสง

          1.ลดความร้อนและอุณหภูมิในโรงเรือนเพาะปลูกได้ถึง 3 องศาเซลเซียส
         2.ควบคุมสัดส่วนช่วงรังสีของ แสงที่ส่องผ่านเข้าไปในโรงเรือนได้ ซึ่งช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช
         3.ช่วยเพิ่มสารอาหาร หรือคุณประโยชน์ทางโภชนาการในพืชและสมุนไพร เช่น ทำให้พริกมีรสเผ็ดขึ้น ช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระในสมุนไพรบางชนิดหรือช่วยเพิ่มปริมาณวิตามิน และทำให้รสชาติของผลไม้บางชนิดดีขึ้น เช่น สตรอเบอร์รี่ เป็นต้น
          4.ลดปริมาณการส่องผ่านของ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และรังสีความร้อน (รังสีอินฟราเรดแบบใกล้) ที่มากเกินไป ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อพืชได้
         5.ตัดรังสีบางช่วง สามารถลดการเข้าทำลายของแมลงศัตรูพืช เช่น แมลงวันทอง
         6.เพิ่มประสิทธิภาพในการ กระ จายแสงให้ครอบคลุมทุกจุดในโรงเรือน ช่วยให้ใบพืชได้รับแสงอย่างทั่วถึง พืชจะสามารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้มากขึ้น
        7.ช่วยลดระยะเวลาการเก็บ เกี่ยวให้เร็วขึ้น เพิ่มปริมานผลผลิต และ พืชผัก พืชผล ไม้ผลขนาดเล็กที่ผลิตได้จะมีคุณภาพเพิ่มขึ้นถึง 25 เปอร์เซนต์ เมื่อเทียบกับการปลูกภายใต้โรงเรือนเพาะปลูกที่คลุมด้วยพลาสติกทั่วไป

โรงเรือนหลังคาสองชั้น

          แบบแปลนโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงของกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมัง เป็นลักษณะหลังคาสองชั้น สามารถระบายความร้อนได้ดี เหมาะสำหรับการเพาะปลูกในพื้นที่ภาคอีสานซึ่งมีสภาพอากาศร้อน แห้งแล้ง แบบแปลนโรงเรือนฉบับเต็มนี้ ได้เผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไปแล้ว สามารถขอแบบแปลนได้จากฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

เพิ่มผลผลิตผักด้วยระบบน้ำคู่กับโรงเรือนพลาสติก

          การพัฒนาระบบการให้น้ำผักผ่านระบบท่อในโรงเรือน โดยระบบน้ำในช่วงแรก ได้ใช้เป็นระบบให้น้ำแบบพ่นฝอยห้อยมาจากด้านบนของโครงสร้างโรงเรือน แต่ใช้ไปสักระยะหนึ่งก็เกิดปัญหาหัวพ่นฝอยอุดตัน เนื่องจากแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตรของบ้านหนองมังนั้นเป็นน้ำบาดาล ซึ่งมักมีหินปูน หรือตะกอนปะปนมาในท่อระบบน้ำ และเนื่องจากหัวพ่นหมอกมีรูสำหรับจ่ายน้ำขนาดเล็กมากเพื่อให้ได้น้ำที่มีละอองละเอียด ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายหากไม่มีระบบชุดกรองน้ำที่ดี และท่อระบบน้ำของหัวพ่นหมอกที่เคยใช้ เป็นแบบพลาสติกใส ซึ่งเหมาะสำหรับใช้ในที่ร่ม แต่เมื่อเอามาติดตั้งในโรงเรือนที่เจอกับแสงแดดตลอดเวลาทำให้ท่อกรอบและแตกเสียหาย จึงหยุดการใช้ระบบน้ำแบบหัวพ่นหมอก เปลี่ยนไปใช้วิธีลากสายยางเปิดน้ำและรดต้นพืชในโรงเรือนแทน ซึ่งการลากสายยางรดน้ำนั้นทำให้เสียเวลาและแรงงานมาก ทางฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส จึงได้คิดปรับปรุงระบบน้ำให้กับกลุ่มเกษตรอินทรีย์บ้านหนองมังเพื่อความสะดวก ลดเวลาและแรงงานในการทำงาน โดยส่งนักวิชาการในฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส พร้อมกับวิศวกรของศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ลงไปดูพื้นที่และวางแผนการปรับปรุงระบบการให้น้ำ

          สรุปผลว่า สามารถใช้ปั๊มน้ำเดิมที่มีขนาด 1 แรงม้า ต่อกับท่อ PVC ขนาด 1 นิ้วก่อนผ่านตัวกรองน้ำเกษตรขนาด 1 นิ้ว 2 ตัว แบบดิสก์ต่อขนานกันแล้วส่งไปยังท่อ PVC ขนาด 1 นิ้วเช่นเดิม จากนั้นเดินท่อไปตามเสาฝั่งซ้ายของโรงเรือน และวางท่อผ่านแนวคานบนบริเวณด้านหน้าของโรงเรือนเพื่อเป็นท่อเมน โดยท่อเมนตรงคานบนนั้นจะใส่สามทางขนาด 1 นิ้ว 4ตัว แบ่งออกเป็นสี่ช่วงของแนวคานเพื่อใช้ต่อกับท่อ PE ที่จะติดหัวมินิสปริงเกอร์สำหรับให้น้ำแบบละอองละเอียด แต่อาจไม่ละเอียดเท่าหัวพ่นหมอก เพื่อลดการอุดตันของหัวมินิสปริงเกอร์ แล้ววางท่อ PE นั้นไปตามแนวยาวของโรงเรือนทั้งหมด 4 แถว เริ่มจากหน้าโรงเรือนไปท้ายโรงเรือน

แคร่ยกสูง แก้ปัญหาน้ำท่วมแปลงผักในฤดูฝน

          คุณปิยะทัศน์ ทัศนิยม จึงได้หาวิธีแก้ไขโดยทำแคร่ยกสูงสำหรับปลูกผักขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมขังและปัญหาวัชพืชในแปลง ช่วยให้เกษตรกรสูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการก้มบ่อยๆ แล้วปวดหลัง

          การทำแคร่สำหรับปลูกผัก สำหรับตัวแคร่ปลูกผักจะใช้เป็นเหล็กกล่องขนาด 1 x 1 นิ้ว เป็นโครงสร้างหลัก ความหนา 1.5 มิลลิเมตร ทาสีเคลือบกันสนิม เนื่องจากการใช้เหล็กแป็ปกัลวาไนซ์ที่ป้องกันสนิมนั้น จะทำให้ต้นทุนในการทำแคร่ปลูกสูงเกินไป ส่วนตัวที่ใช้รองรับน้ำหนักดินจะใช้เป็นกระเบื้องลอนคู่เก่า มาสอดด้านข้างของแคร่ แล้วใช้ตาข่ายสีฟ้าที่ใช้ล้อมบ่อปลา หรือมุ้งตาข่ายที่ใช้คลุมโรงเรือนของเก่ามาเย็บเข้ากับขอบคอกของแคร่

          วัสดุปลูกที่ใช้คือหน้าดินผสมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก แกลบเผา แกลบดิบ แต่เมื่อใช้ไปซักระยะพบว่า เมื่อรดน้ำไปแล้ว วัสดุปลูกมีอัตราการดูดซับน้ำต่ำ แห้งเร็ว จึงปรับปรุงวัสดุปลูกโดยการเพิ่มขุยมะพร้าวลงไปประมาณ 40% ของวัสดุปลูกเพื่อช่วยดูดซับน้ำ ความหนาของวัสดุปลูกอยู่ที่ประมาณ 5 นิ้ว ที่ปลูกส่วนใหญ่ เป็นพืชรากตื้น รากจะหากินแค่บริเวณผิวดิน จึงไม่จำเป็นต้องใส่ดินหนาจนเกินไป

          แคร่ปลูกผักในโรงเรือนพลาสติกคัดเลือกแสงของคุณปิยะทัศน์ มีแคร่อยู่ในโรงเรือนเพียง 3 แถว ที่เว้นไว้ 1 แถวเพราะใช้เป็นพื้นที่สำหรับผสมดินปลูกใส่ในแคร่ปลูกทั้ง 3 แถว ซึ่งตอนนี้ได้ผสมดินใส่จนครบทั้ง 3 แถวแล้ว ในอนาคตกำลังทำเพิ่มอีก 1 แถวรวมทั้งสิ้น 4 แถว เพื่อเป็นการใช้พื้นที่เพาะปลูกได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ติดตามอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ ฉ.5/2559 “นวัตกรรมการปลูกพืชผักในโรงเรือน ฝ่าวิกฤติภูมิอากาศแปรปรวน”

กดแชร์ได้เลยค่ะ 🙂Share on Facebook
Facebook
0Tweet about this on Twitter
Twitter
Pin on Pinterest
Pinterest
0Print this page
Print
Email this to someone
email