ปลูกมะเขือเทศแบบประณีต ระบบน้ำหยดในโรงเรือน

การปลูกมะเขือเทศแบบทั่วไปตอนนี้ก็ยากแล้ว แต่ทว่าการปลูกมะเขือเทศแบบประณีตให้ได้ผลผลิตดี มีคุณภาพ และปลอดภัยในสภาพอากาศที่แปรปรวนเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ไม่ง่ายนัก และเป็นเรื่องที่หนักหนาเอาการ เกษตรกรต้องเผชิญกับโรคและแมลงที่พร้อมจะเข้าทำลายได้ตลอดเวลาหากขาดการดูแลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งปัญหาขาดน้ำที่เป็นหัวใจหลักของการทำเกษตร

         ปิยะ กิจประสงค์ หนุ่มรุ่นใหม่ในวัย 30 ปี คนนี้เรียนจบด้านกีฏวิทยาจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อดีตพนักงานประจำทำงานด้านการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ที่โรงข้าวสารที่ทันสมัยที่สุดในแถบเอเชีย รู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในสภาพแวดล้อมเดิมๆ จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นเกษตรกร ผู้ปลูกมะเขือเทศปลอดภัยในโรงเรือนรายแรก และรายเดียวในจังหวัดสุพรรณบุรีบ้านเกิดของเขานั่นเอง
“ผมรู้สึกเบื่องาน เพราะต้องทำงานอยู่กับสภาพแวดล้อมเดิมๆ ทุกวัน แม้โรงงานของผมจะใหญ่และทันสมัยมากๆ แต่ผมกลับรู้สึกว่าเหมือนเป็นกบอยู่ในกะลาที่ถูกล้อมรอบไปด้วยตึกสูง แต่เพียงแค่กะลาของเราใหญ่กว่าของคนอื่นเท่านั้นเอง ก็เลยมองกลับมาที่ตัวเราเองก็เรียนจบทางด้านเกษตรมา และที่บ้านก็พอมีที่ทางอยู่ ก็เริ่มคิดที่จะกลับมาทำเกษตรที่บ้าน พัฒนาบ้านเกิดของตนเอง ก่อนลาออกจากงานก็ได้หาข้อมูลว่าถ้าจะทำเกษตรจะปลูกอะไร จะหาเงินทางไหนได้บ้าง เพราะว่าเราก็มีภาระ มีครอบครัวที่ต้องดูแล และโชคดีที่ภรรยาผมทำงานเกี่ยวกับการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ และก็ปลูกมะเขือเทศตัวนี้อยู่เหมือนกัน ก็ทำให้ผมได้รับความรู้จากตรงนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจในการปลูกมะเขือเทศมากขึ้น” คุณปิยะกล่าว

ปลูกมะเขือเทศแบบประณีต

คุณปิยะตัดสินใจลาออกจากงานและเริ่มปลูกมะเขือเทศเมื่อประมาณปลายปี 2556 เริ่มแรกเลยจากพื้นที่ 3 งาน ข้างตัวบ้าน จัดการสร้างโรงเรือน ตอนแรกปลูกมะเขือเทศแค่โรงเรือนเดียวก่อน โครงสร้างโรงเรือนทำจากเหล็กซึ่งคะณปิยะเองตั้งใจที่จะสร้างโรงเรือนให้ได้มาตรฐานเลย ได้ออกแบบเองและจ้างช่างสร้างตามแบบ และเริ่มปลูกมะเขือเทศในโรงเรือนแบบประณีต ทั้งวิธีการปลูกและการดูแลสามารถกำหนดธาตุอาหารที่จะให้กับมะเขือเทศได้อย่างเหมาะสม การจัดระยะปลูกง่ายต่อการดูแลและทำงานในโรงเรือน หลังคามุงด้วยพลาสติกเพราะต้องการแสง แต่ไม่ต้องการฝน ซึ่งนี่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้สามารถควบคุมเรื่องธาตุอาหารได้

โรงเรือนกรองแสง ลดความร้อน ป้องกันโรคและแมลง

โดยโรงเรือนมีขนาดหน้ากว้าง 8 เมตร ยาว 24 เมตร เสาโรงเรือนสูง 2.5 เมตร รอบโรงเรือนล้อมด้วยพลาสติกใสกรองแสง ช่วยกรองแสงไม่ให้๔กกับผิวมะเขือเทศโดยตรง ช่วยให้ผลมะเขือเทศมีสีแดงสดกว่ามะเขือเทศที่ปลูกกลางแจ้ง ส่วนที่เป็นจั่วมุงด้วยตาข่ายไนล่อนกันแมลง ขนาด 20 ตาต่อตารางเซนติเมตร ซึ่งคุณปิยะบอกว่าระยะห่างขนาดนี้กำลังดี มีการระบายอากาศและรักษาอุณหภูมิในโรงเรือนไม่ให้ร้อนจนเกินไป อีกทั้งการถ่ายเทอากาศที่ดียังช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้มาก หรือหากเกิดโรคหรือมีแมลงก็สามารถพบเห็นได้เร็วและจัดการได้อย่างทันท่วงที โรงเรือนอีก 2 โรงที่สร้างเพิ่มภายหลังมีขนาดที่แตกต่างไปตามขนาดพื้นที่ แต่โครงสร้างและอุปกรณ์ยังทำลักษณะเดิมทั้งหมด

เลือกปลูกมะเขือเทศเชอรี่เนื้อกรอบ แน่น ไม่มีเมล็ด เน้นกินผลสด

      พันธุ์มะเขือเทศที่คุณปิยะเลือกปลูกเป็นพันธุ์เชอรี่ทั้งหมด ปลูกทั้งพันธุ์ที่มีผลสีแดงและสีเหลือง จุดเด่นของพันธุ์นี้ คือ ผลเรียวยาว เหมือนมะละกอลูกเล็กๆ กรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเมล็ด เน้นกินสด กินกับสลัด เป็นต้น
มะเขือเทศจะเจริญเติบโตได้ดีในฤดูหนาว ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการปลูก คือ เดือนกันยายน จากนั้นอีก 2 เดือน มะเขือเทศจะเริ่มออกลูกในช่วงฤดูหนาวพอดี มะเขือเทศมีอายุตั้งแต่การเพาะเมล็ดจนสิ้นสุดระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณ 6 เดือน

ทากระถางสีขาวลดความร้อน รากไม่ชะงัก

วิธีการปลูกมะเขือเทศของคุณปิยะจะเพาะกล้าในถาดเพราะประมาณ 3 สัปดาห์ หรือกล้ามีใบจริงประมาณ 2 คู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาลในการเพาะระหว่างที่รอกล้าโต ผสมวัสดุปลูก คือขี้เถ้าแกลบ แกลบดิบ ขุยมะพร้าว อย่างละ 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน และใส่ในกระถางขนาด 12 นิ้ว กระถางจะทาด้วยสีขาว เนื่องจากหากเป็นกระถางสีดำทั่วไปจะดูดแสง ทำให้กระถางร้อนเมื่อรากแผ่ขยายไปโดนข้างกระถาง รากจะชะงักการเจริญเติบโต ไม่ค่อยดูดอาหาร คุณปิยะจึงใช้การทาสีขาวที่กระถางเพื่อช่วยลดอุณหภูมิ
จากนั้นยกกระถางไปวางเรียงกันในโรงเรือน ซึ่งวิธีนี้คุณปิยะแนะนำว่าให้เอากระถางไปตั้งในโรงเรือนก่อน แล้วค่อยยกถาดเพาะกล้าเข้าไปปลูกจะช่วยให้ทำงานง่ายและสะดวกมากกว่า วางกระถางระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่างกัน 80 เซนติเมตร แล้วจึงค่อยยกถาดเพาะกล้าลงในกระถางปลูก ในโรงเรือนหนึ่งจะวางกระถางมะเขือเทศได้ 460 ต้น

ให้น้ำระบบน้ำหยด ให้น้ำบ่อย ปริมาณน้อยๆ

การให้น้ำมะเขือเทศ ในช่วง 1-2 วันแรกจะรดน้ำด้วยน้ำเปล่าก่อน เพื่อให้รากกับวัสดุเข้ากันดีก่อน จากนั้นค่อยให้น้ำและปุ๋ยไปพร้อมกันในระบบน้ำหยด น้ำที่ใช้ในสวนแห่งนี้ใช้ระบบน้ำประปาหมู่บ้าน โดยทุกวันในช่วงเย็นจะเปิดน้ำเก็บไว้ในถังน้ำ ขนาด 2,000 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยผสมใส่ในถังและปล่อยไปในระบบจ่ายน้ำตามที่ได้ตั้งไว้แบบอัตโนมัติ

การให้น้ำในช่วงแรกต้นไม่ใหญ่มากอาจจะให้น้ำวันละ 3 รอบ คือช่วง 8 โมงเช้า เที่ยง และบ่ายสาม นานครั้งละ 2 นาที จะค่อนข้างบ่อย แต่ให้ครั้งละน้อยๆ เพื่อให้พืชค่อยๆ ดูดซึมน้ำและปุ๋ยเข้าไป เมื่อต้นมะเขือเทศเริ่มติดลูกปรับให้น้ำเป็น 6 ครั้ง ต่อวันนานครั้งละ 2 นาที การให้น้ำมะเขือเทศในโรงเรือนที่ปลูกมะเขือเทศ 460 ต้น ให้น้ำต่อต้นประมาณต้นละ 1-1.5 ลิตรต่อวัน คิดเป็นวันหนึ่งใช้ไม่ถึงยูนิต

ระบบการให้น้ำแบบอัตโนมัติให้น้ำและปุ๋ยพร้อมกัน

ให้น้ำผ่านท่อไมโครแล้วแยกออกเป็นสาย PE กระถางละ 1 สาย

เสียบยอดมะเขือเทศบนตอมะเขือ ยืดระยะเวลาเก็บเกี่ยว ได้ผลผลิตมากขึ้น

การเสียบยอดมะเขือเทศบนตอมะเขือ สามารถช่วยเพิ่มระยะการเก็บเกี่ยวได้นานขึ้น จากเดิมเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ยาวนานถึง 8-9 เดือน โดยต้นตอของมะเขือเทศจะแข็งแรงมาก หากเป็นในช่วงฤดูร้อน ที่อากาศร้อนๆ มะเขือเทศก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตปกติ ไม่เป็นโรค แต่หากเป็นต้นมะเขือเทศที่ปลูกตามปกติ จะเกิดปัญหาโรคโคนเน่าและยืนต้นตาย

ปัจจุบันคุณปิยะปลูกอยู่ 3 โรงเรือน แต่ปลูก 2 รุ่น โดยจะปลูกเหลื่อมเวลากัน คือ หากโรงที่ 1 ปลูกและเริ่มเก็บผลผลิตมาได้สัก 1 เดือน อีกโรงเรือนที่ 2 ก็เริ่มปลูกรอบต่อไป จึงทำให้ที่สวนแห่งนี้มีผลผลิตมะเขือเทศหมุนเวียนตลอดทั้งปี เก็บผลผลิตได้ทุกวัน รวมสัปดาห์ละ 100 กิโลกรัม และจะเก็บตามออเดอร์ของลูกค้าเท่านั้น ลูกที่แก่จวนจะเก็บได้แล้วก็ยังสามารถทิ้งคาต้นไว้ได้นาน 1-2 สัปดาห์ ได้โดยไม่ร่วง ซึ่งคุณปิยะก็บอกว่าปล่อยให้ผลอยู่กับต้นดีกว่าเก็บมาแช่ในตู้เย็น

พักยอดที่เสียบแล้วในโรงอบโปร่งแสง ไม่ให้อากาศเข้านาน 2 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงปลูกในกระถาง

เลือกปลูกมะเขือเทศแบบปลอดภัย มุ่งเน้นตลาดกินเพื่อสุขภาพ

แม้จะทราบดีว่าการทำเกษตรในสภาวะที่อุณหภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แต่คุณปิยะก็พยายามปลูกมะเขือเทศแบบประณีตด้วยปลูกในโรงเรือนและดูแลด้วยวิธีธรรมชาติ แม้จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบ้าง แต่ก็ใช้ในปริมาณที่น้อยอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย เพื่อให้ได้ผลผลิตมะเขือเทศคุณภาพดี
“ในจังหวัดสุพรรณบุรีมีคนปลูกมะเขือเทศอยู่หลายราย แต่เขาจะปลูกเป็นพื้นที่เปิดและส่งขายตามตลาดทั่วไป แต่ของเราปลูกแบบเกษตรประณีต ซึ่งเราไม่เน้นการผลิตปริมาณมากๆ แต่เราเน้นที่คุณภาพ และขายตลาดระดับบน ผมตั้งใจที่จะทำให้มะเขือเทศนี้เป็นผลไม้ เพราะมีลักษณะพิเศษเฉพาะ คือ กรอบ เนื้อแน่น ไม่มีเมล็ด ตรงนี้ก็จะเป็นจุดขายของมะเขือเทศของเรา ที่ผมเลือกปลูกมะเขือเทศ GAP เพราะผมจับกระแสผู้บริโภคมองที่ตลาดสุขภาพ เพราะปัจจุบันนี้ผู้บริโภคจะเน้นการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ และถ้าเราทำอะไรที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและแตกต่างจากที่ในตลาดมีอยู่จะดีกว่า ตอนนี้ผมขายมะเขือเทศเชอรี่สีเหลืองกิโลกรัมละ 150 บาท มะเขือเทศเชอรี่สีแดงกิโลกรัมละ 100 บาท แม้ว่าในช่วงแรกๆ จะเหนื่อยหน่อยในการเปิดตลาด แต่เมื่อเปิดตลาดได้แล้วต่อไปก็จะง่ายขึ้น การทำอะไรที่ไม่เหมือนใคร เริ่มต้นก่อนจะได้เปรียบคนอื่น” คุณปิยะกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

ทำเกษตร ตลาดต้องนำการผลิต

คุณปิยะอยู่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรเฟรชฟิน ซึ่งเป็นกลุ่ม Young Smart Farmer ของจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งคุณปิยะเองก็เรียนรู้เรื่องการตลาดจากการเข้ากลุ่ม Young Smart Farmer นี่เอง

“ต้องบอกก่อนว่าตอนที่ปลูกมะเขือเทศไม่ได้คิดเรื่องการตลาดเลย ต้องบอกเลยว่าตอนปลูกรอบแรกขายผลสดได้ 50% ต้องแปรรูปทั้งหมดเลย เพราะไม่รู้จะไปขายที่ไหน

เพราะตอนนั้นมั่นใจว่าเราจบเกษตรมาก็พอมีความรู้ คิดแค่ว่าปลูกให้ได้ผลผลิตขึ้นมาก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องศึกษาการตลาดด้วย ปลูกอย่างเดียวแล้วจะไปขายใคร ตอนนั้นตลาดหลักๆ ของผม คือเพื่อนที่อยู่โรงงานเก่า ขายตามโรงพยาบาล โรงเรียนบ้าง พอปลูกมะเขือเทศรอบที่ 2 ก็ได้เข้าร่วมโครงการฯ ตอนแรกที่เข้าไปไม่ได้ตั้งใจเลย คิดแค่ว่าจะมาดูตลาดเพียงอย่างเดียว แต่พอได้เข้ามาแล้วไม่ได้แค่เรื่องการตลาดเท่านั้น แต่ยังได้มิตรภาพดีๆ จากทุกคนในกลุ่ม สามารถแลกเปลี่ยนให้ความรู้กันได้ตลอดเวลา ซึ่งผมก็ได้รับมิตรภาพ ความรู้ จากการเข้าอบรมครั้งนี้มาปรับปรุงการปลูกและการตลาดด้วย” คุณปิยะกล่าวทิ้งท้าย

คุณปิยะเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่นำความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้กับสวนของตัวเองได้อย่างลงตัว ที่ไม่เพียงแค่การใช้เทคนิคการเพิ่มผลผลิตและยืดเวลาการเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานขึ้น ลดการใช้น้ำและใช้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังได้หาตำแหน่งของผลผลิตตัวเองและทำตลาดได้อย่างตรงจุด ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่ายได้อย่างครบวงจร

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องได้ที่ 73 หมู่ที่ 7 ตำบลปลายนา อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี 72140 โทรศัพท์ 08 3447 0319

สนใจสั่งซื้อหรือสอบถามรายละเอียด โทรศัพท์ 02 2795118

วิธีการชำระเงิน
* โอนเงินเข้าบัญชี ชื่อ หจก.กรีนมีเดีย แอนด์ โปรดักส์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนประดิพัทธ์ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 113-4-48401-1
(กรุณาส่งสำเนาใบโอนเงิน)

* ธนาณัติหรือตั๋วแลกเงิน (สั่งจ่ายในนาม นายคมสัน หุตะแพทย์ จ่าย ณ ที่ทำการไปรษณีย์สนามเป้า 10406) (ไม่รับแบบออนไลน์)

* เช็ค สั่งจ่าย นายคมสัน หุตะแพทย์ (เช็คต่างจังหวัดเพิ่มค่าโอน 10 บาท)

กดแชร์ได้เลยค่ะ 🙂Share on Facebook3Tweet about this on TwitterPin on Pinterest0Print this pageEmail this to someone